Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web

การรับสารด้วยการอ่าน

[-HoMe-] [-Thai M.5-] [-Thai M.5_2-] [-PorTFoRiO-] [-WeBBoArD-] [-WeBMaSTeR-]

การรับสารด้วยการอ่าน

                การอ่านอาจจำแนกตามวิธีใช้ความคิดหรือพฤติกรรมการคิดของผู้อ่านได้ดังนี้

                การอ่านเก็บความรู้และการอ่านเอาเรื่อง

                การอ่านเก็บความรู้และการอ่านเอาเรื่อง คือ การอ่านที่ผู้อ่านสามารถแยกได้ว่าข้อความใดสำคัญมาก ข้อความใดสำคัญน้อย เรียงลำดับข้อความรู้ต่างๆได้ถูกต้อง ในการอ่านบันเทิงสารคดี ผู้อ่านจะอ่านเอาเรื่อง คือ อ่านเพื่อจะได้รู้เรื่องย่อ ลำดับเหตุการณ์ต่างๆและเล่าให้ผู้อื่นฟัง

                การอ่านวิเคราะห์

                การอ่านวิเคราะห์ คือ การอ่านโดยพิจารณาส่วนต่างๆ ของเรื่องที่อ่านให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เช่น การอ่านหนังสือแบบเรียน หนังสือวิชาการ

                การอ่านตีความ

                การอ่านตีความ คือ การอ่านในข้อคิดค้นว่าผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเกิดความคิด หรือรู้สึกอะไรบ้าง การตีความจะเป็นไปตามประสบการณ์และความรู้ของผู้อ่านแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

                การอ่านวิเคราะห์และวินิจสาร

                1. การอ่านวิเคราะห์สาร คือ การอ่านวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา และกลวิธีการเสนอเรื่อง

2. การอ่านวินิจสาร คือ การอ่านที่พิจารณาว่าตอนใดเป็นข้อเท็จจริง ตอนใดเป็นทรรศนะตอนใดแสดงอารมณ์ความรู้สึก พิจารณาถึงเจตนาของผู้เขียนว่าต้องการให้ผู้อ่านตอบสนองอย่างไร หรือต้องการให้ผู้อ่านได้รับแง่คิดอะไร และพิจารณาว่าอะไรเป็นสาระสำคัญที่สุด และอะไรเป็นสาระสำคัญรองๆลงไป

ในการอ่านวิเคราะห์และวินิจสาร ผู้อ่านอาจจะเกิดความคิดแทรก ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่อ่านหรือเกิดความคิดเสริม ซึ่งเป็นความคิดที่เกิดหลังจากที่อ่านจบแล้วหรือไม่ก็ได้

การอ่านเพื่อพัฒนาตนเอง

  • 1. พัฒนาตนเองทางด้านความรู้ เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ
  • 2. พัฒนาตนเองทางด้านอารมณ์ เช่น อ่านนวนิยาย บทกวีต่างๆ
  • 3. พัฒนาตนเองทางด้านคุณธรรม เช่น อ่านหนังสือธรรมะ คตินิยายต่างๆ

การอ่านหนังสือพิมพ์

การอ่านหนังสือพิมพ์จะทำให้ให้เรารอบรู้ และรู้ทันเหตุการณ์ เพราะหนังสือพิมพ์เสนอ

ข่าวซึ่งเป็นรายงานเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นประจำวัน

                ข่าวในหนังสือพิมพ์แบ่งเป็น 2 ส่วน

  • 1. พาดหัวข่าว นิยมพิมพ์ด้วยอักษรตัวหนา สะดุดตาผู้อ่าน
  • 2. ตัวข่าว ประกอบด้วย วรรคนำ และเนื้อหา

วรรคนำ เป็นส่วนที่สรุปข่าว หรือส่วนที่นำจุดสำคัญของข่าวมาเกริ่นไว้เพื่อดึงดูดความ

สนใจ

                เนื้อข่าว  เป็นส่วนที่บรรยายข่าวโดยละเอียด

                การอ่านข่าว เรามักจะอ่านผ่านๆ คือ อ่านพาดหัวข่าว และวรรคนำ ถ้าสนใจจึงจะอ่านเนื้อข่าว

                ข่าวหนังสือพิมพ์อาจจะไม่ใช่รายงานเหตุการณ์ตามความเป็นจริงเสมอไป ผู้เสนอข่าวอาจเพิ่มเติมข้อความหรือใช้ถ้อยคำให้ออกรสยิ่งขึ้น ในการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ นักเรียนจึงควรพิจารณาให้ดีก่อน วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือ เปรียบเทียบข่าวเรื่องเดียวกันกับหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ วิทยุ โทรทัศน์ สอบถามจากเพื่อนๆ จากผู้ใหญ่ พิจารณาจากความคิดเห็นของหลายๆ คนประกอบกับการใช้ดุลพินิจของตนเองด้วย

                การอ่านบทความ

                บทความ คือ งานเขียนที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อสื่อสารกับผู้อ่านจำนวนมาก ประกอบด้วยส่วนนำ ตัวเรื่อง ส่วนที่ลงท้าย และที่ขาดไม่ได้คือ สาระสำคัญซึ่งผู้เขียนมุ่งส่งถึงผู้อ่าน สาระสำคัญนี้โดยปกติจะอยู่ในส่วนที่เป็นตัวเรื่อง แต่ผู้เขียนอาจจะวางไว้ในส่วนนำ หรือส่วนที่ลงท้ายก็ได้

                1. ส่วนนำของบทความ เป็นส่วนที่ผู้เขียนใช้เร้าความสนใจให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อไป บทความที่ผู้เขียนไม่เขียนส่วนนำเลยจะเข้าลักษณะ "ไม่มีโหมโรงเลย จับเรื่องเลยทีเดียว"

                การเขียนส่วนนำของบทความ อาจใช้สุภาษิต คำประพันธ์ หรือ คำกล่าวที่สอดคล้องกับสารที่ส่งในเรื่อง เพื่อเตรียมนำผู้อ่านเข้าสู่ตัวเรื่อง

                2. เนื้อหาในบทความ เนื้อหาของบทความอาจเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อความรู้ ข้อคิดเห็น ข้อแสดงอารมณ์ ลักษณะเนื้อหาเหล่านี้อาจจะคละกันในบทความเรื่องเดียวกัน โดยน้ำหนักต่างกันไปหรืออาจมีลักษณะเดียวในบทความเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ได้

                3. ประเภทบทความ แบ่งกว้างๆ ได้เป็น 3 ประเภทตามเนื้อหาในบทความคือ

                1) บทความให้ความรู้

                2) บทความจรรโลงใจ

                3) บทความแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ